เรื่องน่ารู้ของหน้าจอ iPhone 4

โดย - 23/12/2010 - 3:02 น.

เรื่องที่โดดเด่นเรื่องหนึ่งของ iPhone 4 และถือเป็นเรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้สัมผัส iPhone 4 ได้อย่างมากเลยก็คือเรื่องของหน้าจอของมันครับ ที่มีการปรับปรุงขึ้นมาจาก iPhone 3GS ค่อนข้างมาก ซึ่งวันนี้ผมจะมาเจาะลึกให้รู้กันอย่างละเอียดเลยว่า หน้าจอที่ว่าเจ๋งๆ ของ iPhone 4 เนี่ย มันมีดีกว่าหน้าจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปอย่างไร

สเปคทางเทคนิคคร่าวๆ ของหน้าจอ iPhone 4 นั้น คือเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 3.5 นิ้ว มีความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 640×960 พิกเซล ความสว่างสูงสุดที่ 500 cd/m2 และ contrast ratio ที่ 800:1 … ถ้าฟังดูผ่านๆ จะว่าพิเศษ ก็คงไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าไรนัก

แต่ในงาน WWDC 2010 ที่ Apple ได้ทำการเปิดตัว iPhone 4 อย่างเป็นทางการนั้น Apple ได้ทำให้เรารู้จักกับศัพท์ใหม่หนึ่งตัว คือคำว่า ‘Retina Display’ ซึ่งถูกนำมาใช้กับโทรศัพท์ iPhone 4 เป็นครั้งแรก ซึ่งตรงนี้ ผมต้องขออธิบายก่อนว่า คำว่า ‘Retina Display’ เนี่ย ไม่มีอยู่จริงครับ และมันก็ไม่ใช่ชื่อเทคโนโลยีอะไรเลยด้วย … เพียงแต่ Apple ได้ทำการเปรียบเทียบว่า Retina ของคนเรา (ตามนุษย์) สามารถแยกแยะความละเอียดได้มากที่สุดเพียง 300 ppi (300 จุด ต่อ 1 ตารางนิ้ว) ในการมองจากระยะ 1 ฟุต (นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมงานพิมพ์ต่างๆ จึงนิยมใช้ค่า 300 ppi ในการส่งโรงพิมพ์) แต่หน้าจอของ iPhone 4 มีความหนาแน่นของพิกเซลสูงถึง 326 ppi ซึ่งเหนือกว่าระดับตามนุษย์จะแยกแยะได้ หรือเรียกว่า ละเอียดไปมากกว่านี้ก็ไม่มีผลกับตามนุษย์แล้วนั่นเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า Retina Display ที่ Apple ใช้เรียกครับ

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องความสามารถของตามนุษย์ ก็ยังถูกถกเถียงโดยนักวิทยาศาสตร์หลายสำนัก แต่สำหรับตามนุษย์โดยทั่วไป และจากประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสกับจอ iPhone 4 มา ต้องบอกว่า นี่คือจอโทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดปัจจุบันครับ

ถ้าเปรียบเทียบกับหน้าจอของ iPhone 3GS ซึ่งมีขนาด 3.5 นิ้วเท่ากัน แต่มีความละเอียดน้อยกว่า iPhone 4 ถึง 4 เท่าตัว (320×480 พิกเซล) คนที่ใช้ iPhone 3GS มานานๆ ถ้าได้สัมผัส iPhone 4 จะปิ๊งทันทีกับความคมชัดของรูป icon และตัวหนังสือต่างๆ ที่คุ้นเคย และถ้าใครใช้ iPhone 4 ไปซักระยะแล้ว พอกลับไปใช้ iPhone 3GS อาจจะต้องถอดแว่นมาเช็ด หรือเอาผ้ามาเช็ดจอโทรศัพท์หน่อย เพราะจะคิดว่า ภาพมันเบลอน่ะครับ 

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องความละเอียดแล้ว หน้าจอของ iPhone 4 ยังใช้เทคโนโลยี IPS (In-plane Switching) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตหน้าจอ TFT-LCD ที่ได้รับการยอมรับว่า ให้ค่าความแม่นยำของสีสูงที่สุดในบรรดาเทคโนโลยีการผลิตจอ TFT-LCD ซึ่งโดยทั่วไปนั้น เทคโนโลยี IPS จะถูกนำไปใช้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในงานที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์และภาพถ่าย และ Apple ถือว่าเป็นผู้ผลิตรายแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับหน้าจอของอุปกรณ์พกพาครับ (ชิ้นแรกที่ใช้คือ iPad นะครับ และตามมาด้วย iPhone 4) นอกจากนี้ เทคโนโลยี IPS ยังช่วยในเรื่องของ viewing angle ที่ทำให้เรามองเห็นภาพจากด้านข้างได้มากกว่าหน้าจอโทรศัพท์ทั่วไป มีประโยชน์ในการใช้งานกับเพื่อน เวลาเพื่อนมองจากมุมเฉียงๆ ก็ยังคงมองเห็น และไม่ทำให้สีเพี้ยนไปจากเดิมอีกด้วย

เกร็ดน่ารู้: Apple ไม่ได้ผลิตหน้าจอ iPhone 4 ด้วยตัวเองนะครับ แต่ได้จ้างให้ LG ผลิตให้ทั้งหมด

มาดูเรื่องการสัมผัสบ้างครับ หน้าจอแบบสัมผัสของ iPhone ตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่สร้างความประทับใจและใช้ความรู้สึก “ติดนิ้ว” ลากแล้วตอบสนองทันที ใช้เทคโนโลยี capacitive touchscreen รองรับ multi-touch ด้วยข้อจำกัดของ capacitive touchscreen นั้น จำเป็นต้องใช้การเหนี่ยวนำไฟฟ้าของร่างกายมนุษย์ จึงต้องใช้นิ้วมือในการสัมผัสเท่านั้น (แต่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากกว่าหน้าจอ touchscreen ประเภทอื่นๆ) โดยเทคโนโลยีนี้ แพ้ความชื้นครับ การมีหยดน้ำแม้หยดเล็กๆ บนหน้าจอ ก็อาจจะทำให้ความแม่นยำในการสัมผัสลดลงได้ รวมถึงการสัมผัสหน้าจอด้วยถุงมือ หรือปากกา stylus ที่ไม่รองรับ capacitive touchscreen ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน

ที่ตัวเครื่องของ iPhone 4 ยังมีเซนเซอร์ที่ทำงานร่วมกับหน้าจอโดยตรงถึง 3 ตัวด้วยกันครับ ตัวแรกคือสิ่งที่เรียกว่า proximity sensor ซึ่งจะทำงานเมื่อ iPhone 4 ถูกใช้ในการ “โทร” เท่านั้น นั่นคือตอนที่เราเอาเครื่อง iPhone 4 มาแนบแก้ม หน้าจอของตัวเครื่องจะถูกตัดการทำงานโดยอัตโนมัติชั่วคราว เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี และเมื่อเราลดมือลงมาเพื่อจะกดปุ่มใดๆ เจ้า proximity sensor ก็จะหยุดทำงาน เปิดหน้าจอของตัวเครื่องอีกครั้งหนึ่ง ถัดมาคือเซนเซอร์ที่เรียกว่า ambient light sensor ครับ ซึ่งตัวนี้จะตรวจจับ “สภาพแสง” และปรับความสว่างของหน้าจอ iPhone 4 ให้เหมาะสมกับสภาพแสงนั้นๆ เช่น เร่งความสว่างขึ้น เมื่ออยู่กลางแดด และลดความสว่างลง เมื่อเราอยู่ในที่มืดนั่นเอง ส่วนเซนเซอร์ตัวสุดท้าย คือ accelerometer ที่จะทำการหมุนหน้าจอให้เราเป็นแนวนอน หรือ แนวตั้ง ตามการถือของตัวเครื่องครับ

ทั้งหมดนี้ ก็คือเทคโนโลยีของหน้าจอโทรศัพท์มือถือ iPhone 4 ที่เรียกว่า Apple สามารถสร้างความแตกต่างจากโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไปอย่างมากเลยจริงๆ เรื่องราวที่น่าสนใจและเกร็ดน่ารู้ของ iPhone 4 ยังมีอีกมากครับ อย่าลืมติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ได้อีก จาก iPhone 4 Society ในโอกาสหน้านะครับ สวัสดีครับ

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply